รีวิว แก้จมูก เชียงใหม่ ใช้กระดูกอ่อนและไขมันหลังหู -East Clinic By Dr.jo

รีวิว เสริมจมูก เชียงใหม่ โดยใช้ กระดูกหลังหูและไขมัน (อย่างละเอียด)

      ก่อนอื่นต้องขอแนะนำตัวก่อน เราชื่อ เบลล์ ตอนนี้เรียนจบแล้ว ทำงานอยู่เชียงใหม่ เป็นสาวเหนือเจ้า ^^ นี่ คือรีวิวอันแรกในชีวิตของเบลล์เลยก็ว่าได้ ปกติจะเป็นผู้อ่านอย่างเดียว ไม่คิดว่าวันหนึ่งตัวเองจะมีรีวิวกับเค้าด้วย ตื่นเต้นมากก เขียนผิดเขียนถูกยังไงก็ขออภัยด้วยนะค่ะ มาเริ่มกันเลยค่ะ

เริ่มต้นย้อนกลับไป สมัยเรียน ( รู้สึกว่าตัวเองแก่ขึ้นมาทันที ) เบลล์เป็นคนที่มีจมูกอยู่แล้วนะ แต่ก็ไม่ได้โด่งมาก จะมีเนื้อตรงส่วนปลายซะส่วนใหญ่ แต่สันจมูกจะแบนๆ ต้องอาศัยมุมในการถ่ายรูปบ้าง ฮ่าๆ ตามรูปเลยค่ะ หารูปเก่าๆยากมาก

cafe

พอเข้าเริ่มปีหนึ่ง ก็ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้อยากเสริมจมูก เรื่องของเรื่องคือ เบลล์อยากได้ทรงจมูกที่มันมีหยดน้ำ อยากทำให้หน้าตัวเองดูหวานขึ้น เลยลองปรึกษาคุณแม่ดู พอดีว่าช่วงนั้นคุณแม่รู้จักกับคุณหมอที่คลินิกแห่งหนึ่งในเชียงใหม่นี่แหละ ก็เลยตัดสินใจเสริมจมูกครั้งแรกในชีวิต จำได้ว่าช่วงเวลานั้น เป็นความรู้สึกที่ตื่นเต้นมาก กล้ากลัวๆ สุดท้ายพอทำออกมาทุกอย่างก็เรียบร้อย พอทำออกมาแล้วก็อย่างที่เห็นเลยค่ะ

1

ถามว่าเบลล์ พอใจไหม ตอบตามตรงเลยว่า แรกๆก็โอเคนะ เพราะเบลล์ยังไม่ชินกับจมูกใหม่ จากคนที่ไม่ค่อยมี พอเสริมมามันก็ทำให้หน้าเรามีมิติมากขึ้น แต่พอนานๆไป เบลล์รู้สึกว่ามันยังไม่ใช่ทรงที่เราอยากได้ T^T เพราะเหมือนหมอจะทำออกมาแล้วมันกลมๆ บวกกับ เอียงด้วย ตอนนั้นคิดว่าเราจะทำยังไงดี แต่ในใจยังไม่อยากไปแก้ ก็เลยตัดสินใจว่าจะฉีดฟิลเลอร์แก้ทรงจมูก อ่อลืมบอกค่ะ ก่อนจะฉีดฟิลเลอร์เบลล์เสริมมาได้ 4 ปีแล้ว ซึ่งตอนนั้นทรงจมูกทุกอย่างมันอยู่ตัวหมดแล้วค่ะแล้วคิดว่ามันคงไม่เปลี่ยนไปกว่านี้แล้วหละ ก็เลยตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์แก้ทรงดีกว่า เพราะไม่อยากแก้แบบถอดออก หลังจากฉีดมาก็เป็นอย่างที่เห็นเลยค่ะ

2

ยอมรับตามตรงว่าตอนนั้น ยังไม่รู้จักฟิลเลอร์ดีพอ พอได้ยินเค้าพูดๆกัน เราเห็นว่ามันสามารถแก้ทรงจมูกได้โดยไม่ต้องผ่าถอดออก ก็เลยตัดสินใจฉีด ไม่ได้ฉีดที่คลินิกเดิมนะค่ะ แต่พอมารู้ทีหลังว่าการเอาฟิลเลอร์มาฉีดจมูกค่อนข้างอันตราย ยิ่งคู่กับซิลิโคนจมูกด้วยแล้วยิ่งอันตรายมากๆ (อันนี้เพิ่งรู้ตอนที่ปรึกษากับคุณหมอก่อนจะแก้จมูกครั้งล่าสุด) ในใจตอนนั้นก็คิดว่าเราโชคดีแล้ว ที่ไม่เป็นอะไร เฮ้อเกือบไปไหมหละ – -*
ขอย้อนกลับมาตอนที่ฉีดฟิลเลอร์แก้ทรงจมูกตอนนั้นเรียกว่า จากปกติแค่ไม่ค่อยพอใจทรงเดิม กลับกลายเป็น ไม่ชอบไปเลยค่ะ รู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจผิดมากกก เลยตั้งใจว่าไหนๆมันไม่โอเคแล้ว ขอแก้จมูกแบบถอดออกแล้วเปลี่ยนทรงใหม่เลยละกัน คราวนี้เลยลองหารีวิวในตามเว็บทั่วไป ก็ไปเจอกับคลินิกแห่งหนึ่งในเชียงใหม่เหมือนกันค่ะ ราคาตอนนั้นที่แก้ก็สองหมื่นกว่าบาท เราเลือกซิลิโคนแบบดีที่สุด แต่ว่าเราเป็นเคสแก้เนาะ ที่สำคัญคุณหมอบอกเราว่าจะต้องขูดฟิลเลอร์ที่ฉีดเข้าไปออกด้วย โอ้ววว ! เศร้าเลยค่ะตอนนั้น ในใจคิดอย่างเดียวว่าไม่น่าฉีดเลย ไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้นแถมต้องมาเจ็บตัวตอนขูดออกอีก แต่เอาหนะ ไหนๆจะแก้ใหม่แล้วต้องอดทน เลยตัดสินแก้รอบแรกค่ะ แต่คราวนี้ขอเน้นหยดน้ำ เน้นๆเลยนะคุณหมอ จะได้ทรงที่อยากได้ซะที พอแก้ออกมาก็เป็นแบบนี้เลยค่ะ

2

คราวนี้แหละ สวยสมใจทรงที่อยากได้เลยค่ะ ประทับใจมากตอนนั้น หยดน้ำตามที่อยากได้เลย ทุกคนรวมถึงเพื่อนร่วมงานก็ทักว่าทรงสวย พอใจแบบสุดๆค่ะ แฮปปี้มาก จากนั้นเราก็ใช้ชีวิตแบบ สโลว์ไลฟ์ เรื่อยมาเพราะคิดว่าชีวิตนี้เราคงจะไม่ต้องแก้อีกแล้วหละ เหมือนทุกอย่างจะไปได้ดี

3

 

แต่วันนั้นก็มาถึง ในวันที่เบลล์กำลังพึงพอใจกับทรงจมูกใหม่นั้น เราก็เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง คือหลังจากที่เบลล์แก้จมูกครั้งที่สองมาได้ 6 เดือนแล้ว ตรงปลายหยดน้ำมันเริ่มยาวขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเบลล์ต้องขออธิบายก่อนนะค่ะว่า ปกติแล้วคนที่เสริมจมูกมาจะรู้ว่า ซิลิโคนจมูกจะเข้าที่คือรัดตัวได้ทรงที่แน่นอนภายหลังจากเสริมมาประมาณ 6 เดือน แต่สำหรับของเบลล์ผ่านมา 6-7 เดือนแล้วยังรู้สึกว่าจมูกยังเคลื่อนที่อยู่เลย ทีนี้แหละ จากหยดน้ำ ก็เริ่มกลายเป็น หยาดน้ำฝนไปซะแล้ว เพราะมันยื่นออกมายาวมาก แล้วไม่มีทีท่าว่าจะหยุดไหล ลงมา คราวนี้แหละ งานร่าเริงกลายเป็นงานเครียด อีกแล้วจ้า จากที่ปกติเป็นคนชอบถ่ายรูป ชอบพบปะผู้คน กลายเป็นไม่อยากออกไปเจอใครเลยค่ะ ความมั่นใจเริ่มหายไปทีละนิด ยิ่งงานที่ทำประจำต้องพบปะลูกค้าจำนวนมาก บางคนเห็นก็ทักว่า จมูกเหมือนแม่มดเลย บางคนก็บอกดูไม่เป็นธรรมชาติ ที่ร้ายที่สุด คือมีคนบอกว่า แบบเดิมดีกว่า ช่วงนั้นร้องไห้หนักมากก ถึงตอนนี้หยดน้ำก็ยังไหลลงมาเรื่อย ๆ ในใจตอนนั้นคิดอย่างเดียวคือ ฉันเกลียดแกหยดน้ำ ฉันไม่อยากได้แล้ว ไม่เอาอีกแล้ว ขอเป็นแบบธรรมชาติแบบเดิมเถอะ

5

จะเห็นว่าหลังจากแก้มาได้ 1ปี ซิลิโคนไหลลงมายาวมาก ครั้งนี้  เลยตัดสินใจแก้ครั้งที่ 2 แต่ไม่ขอกลับไปแก้ที่เดิมอีกแล้ว ในระหว่างนั้นเบลล์ก็หาว่า จะแก้ที่ไหนดี จังหวะพอดีกับเพื่อน ที่ทำงานไปเสริมจมูกมา แล้วก็เพื่อนสนิทเราไปเสริมมาอีกคนหนึ่ง ทั้งสองคนเสริมที่เดียวกันมา คลินิกนี้อยู่ในเชียงใหม่ค่ะ เราเห็นว่าทรงสวยดี ประกอบกับช่วงเวลานั้นอยากแก้ให้เร็วที่สุด เลยตัดสินใจลองไปปรึกษาดูก่อน ตอนนั้นเราเลือกไปสาขาแรกแถวโรงแรมเชียงใหม่ภูคำ ได้ปรึกษากับหมอผู้ชาย เบลล์ก็อธิบายทั้งหมดที่ผ่านมา เล่าปัญหา เหมือนเล่าอดีตชาติให้ฟัง ฮ่าๆ คุณหมอก็ใจดีตั้งใจฟังมาก คราวนี้มาถึงจุดไคลแมค คุณหมอบอกว่า ในกรณีแบบนี้ มันไม่ใช่การแก้ปกติแล้วนะแต่มันคือการรักษา ตอนนั้นก็ยังไม่เข้าใจว่า หา รักษา รักษาอะไรหรอ? พอคุณหมอก็อธิบายต่อว่า ตอนนี้ปลายหยดน้ำของเบลล์มันยื่นออกมาเยอะมาก ถึงแม้จะถอดออกแก้ทรงใหม่ แต่โอกาสที่เนื้อตรงหยดน้ำจะยุบเข้าไปมีสูงมาก พลางเปิดรูปภาพกรณีแบบเบลล์ให้ดู ช๊อคค่ะช๊อค โอ้โหตายๆ นี่จากปกติไม่มีเป็นคนไม่มีหยดน้ำ ต้องกลายเป็นคนจมูกยุบเหมือนหมูเลยหรือนี่ โอ้ยยย ตายย ๆ ตอนนั้นหน้าเราจากร่าเริง เริ่มกลายเป็นยิ้มอ่อนละค่ะ แต่แล้วคุณหมอก็เสนอทางรักษาให้ คือต้องใช้กระดูกหลังหูกับไขมันมาเสริม วิธีนี้จะกันไม่ให้เนื้อมันยุบลงไป ส่วนทำไมต้องเอาไขมันด้วยเพราะไขมันจะมีเลือดคอยหล่อเลี้ยง เนื้อเยื้อบริเวณที่มีปัญหา จะทำให้เลือดไปเลี้ยงปลายจมูกแล้วไม่ยุบลงจนเกินไป แต่ราคามันจะสูงกว่าแก้จมูกทั่วไป ซึ่งเบลล์ก็เคยได้ยินมาบ้างค่ะวิธีนี้ แต่ไม่ได้ละเอียดเท่ากับหมออธิบาย ส่วนมากจะเห็นคลินิกที่กรุงเทพเค้าทำกันหมอเก่งๆไม่ต้องพูดถึง ราคาหลักแสนขึ้นแน่นอน เคยคิดจะทำเหมือนกันแต่พอเจอราคาแล้วตัดใจไม่ลง ในใจตอนนั้นคิดว่า เอาไงดี ไม่อยากให้มันเป็นแบบนี้แล้ว แต่ถ้าแก้แบบปกติยุบแน่นอนก็เคยได้ยินมาเหมือนกัน เลยตัดสินใจเอาก็เอา กลั้นใจถามไปเลย “ราคาเท่าไหร่ค่ะ?” พอคุณหมอตอบกลับมา แทบช๊อคได้ยินราคาแล้วอึ้งเลยค่ะ ยิ่งกว่าได้ของเซลล์ รวมทุกอย่างแล้วราคาสามหมื่นต้นๆ นี่หนูไม่ได้หูฟาดใช่ไหมคะ? ทำค่ะทำ นัดวันทำเลย มัดจำทันที

sss

ก่อนแก้จมูกด้วยกระดูกอ่อนหลังหู

และแล้วก็มาถึงวันขึ้นเขียง ต้องบอกก่อนนะค่ะ ว่า การแก้จมูกว่ายากแล้ว นี่ต้องแก้แบบใช้กระดูกหลังหูอีก ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ เวลาทำโดยประมาณก็เกือบสามชั่วโมงเลยค่ะ เพราะต้องผ่าเอากระดูหลังหูและก้อนไขมันก่อน ถึงจะผ่าแก้จมูกได้ ก่อนทำคุณหมอก็วาดรูปอธิบาย ให้ดูว่าจะทำอะไรบ้าง แต่ละขั้นตอนใช้เวลาเท่าไหร่ แต่ตอนนั้นเราฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง เพราะตื่นเต้นด้วย กลัวด้วย เริ่มต้นคุณหมอก็ฉีดยาชาที่หูปกติ พอยาชาออกฤทธิ์ก็ผ่าเอากระดูกออก ของเบลล์คุณหมอบอกว่าใช้กระดูกแผ่นกลมๆสองแผ่นมาประกบกัน แล้วก็ใช้ไขมันหลังหูเลยจะได้ไม่ต้องผ่าหลายที่ ตอนทำเบลล์รู้สึกว่าไม่เจ็บอย่างที่คิดแหะ พอได้กระดูกหลังหูกับได้ก้อนไขมันเสร็จ คุณหมอก็เย็บแผลปกติ พอครบสามวันค่อยมาตัดไหม ขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ตอนนั้นเบลล์ก็ถามคุณหมอว่าหูจะแหว่งไหม เอากระดูกออก กลัวหูแหว่ง ฮ่าๆ คุณหมอก็อธิบายว่าเราใช้กระดูกหลังหูไม่ใช่ปลายหูมันคล้ายๆกับผ่ารักษาคนหูกางอยู่ข้างในไม่แหว่งแน่นอน พอได้ยินแบบนั้นก็ใจชื้นขึ้นมาละ เอาหละมาถึงคราวแก้จมูกเจ้าปัญหา บอกตามตรงแก้รอบนี้เจ็บมาก เหมือนว่าเนื้อตรงปลายจมูกหยดน้ำเริ่มไม่ค่อยไหวแล้ว ทีนี้แหละเราก็จะได้เห็นว่าทำไมมันถึงไหลลงมาเรื่อยๆ ตื่นเต้นอยากรู้เต็มที่ละ พอหมอผ่าเอาซิลิโคนออกมาถึงกับบางอ้อไปเลยค่ะ ซิลิโคนเราเป็นแท่งตรงโด่ๆเลย ไม่มีขา เห้ย ! คิดในใจตอนนั้นฉันเลือกแบบมีขาไม่ใช่หรอ ไหงได้ไม่มีขามาหละ มิน่าหละมันถึงไหลไม่หยุด เพราะมันไม่มีขาดัน โอ้โหนี่ดีนะที่เราตัดสินใจแก้ก่อน ไม่งั้นมีไหลทะลุออกมาแน่นอน วินาทีนั้นแค้นก็แค้นเจ็บก็เจ็บ เรามีรูปให้ดู

ซิลิโคน 2   ซิลิโคนสาเหตุของจมูกทะลุ        

ซิลิโคน 1

     ซิลิโคนใหม่ที่ใช้แก้จมูก

จากนั้น คุณหมอก็ทาบๆเหลาๆซิลิโคนตามปกติ แต่คราวนี้ทีไม่ปกติคือ เราบอกคุณหมอว่าไม่เอาหยดน้ำแล้วนะค่ะ ฮ่าๆ เข็ดไปเลย คุณหมอก็ให้เราดูทรง ว่าพอใจหรือยัง อ่อลืมบอกซิลิโคนที่เราเลือกเป็นอย่างดีของอเมริกานิ่มมาก ไม่ใช่ซิลิโคนสำเร็จรูป เพราะฉะนั้นคุณหมอต้องเหลาตามทรงจมูกค่ะ พอคุณหมอเหลาได้รูปแล้วทีนี้ก็เริ่ม ใส่กระดูกหลังหูกับไขมัน จากนั้นก็ใส่ซิลิโคนที่เหลาเสร็จตามลำดับ ไปจนถึงเย็บปิดแผล ขั้นตอนนี้ใช้ระยะเวลาทั้งหมด 1 ชั่วโมงครึ่งเพราะระหว่างแก้คุณหมอขูดเอาพังพืดกับฟิลเลอร์ที่หลงเหลืออยู่ออกให้ด้วย รวมระยะเวลาทั้งหมดที่ทำ เกือบ สามชั่วโมง หลายคนสงสัยว่าช้ำไหม ช้ำค่ะ แต่ไม่ถึงกับมากเพราะปกติเบลล์ไม่ใช่คนที่ช้ำง่ายอยู่แล้ว แต่เบลล์ก็ใส่แมสปิดตลอด เวลาทำงานหรือออกไปไหนก็ใส่แมส ต้องยอมแลกค่ะ เพราะเราเลือกที่จะแก้แล้ว เราต้องอดทน สตองค่ะ สตอง พอแก้เสร็จก็เป็นแบบนี้ค่ะ

Untitled-1

ในระหว่างนี้เราก็ดูแลตัวเองเหมือนกับเสริมจมูกปกติ งดกินของแสลงอะไรก็ว่าไป แต่ต้องมาฉีดยาฆ่าเชื้อที่คลินิกเป็นเวลา 3 วันจากนั้นก็รอตัดไหม 7 วันตามปกติเลยค่ะ ส่วนที่หูตัดไหมตอน 3 วัน หูเป็นอะไรที่หายไวที่สุดค่ะ แล้วรู้สึกว่าไม่ค่อยเจ็บไม่ค่อยช้ำด้วย ชีวิตดี๊ดี ในระหว่างนี้เบลล์ก็ถ่ายรูปดูความเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ จะเห็นว่าแรกๆยังคงบวมอยู่ แต่จะเริ่มยุบลงทีละนิด ถึงตอนนี้ปลายจมูกเริ่มหายแล้วค่ะ ชีวิตโอเคขึ้นเยอะเลย จากแม่มดก็ค่อนกลายเป็นมนุษย์มากขึ้น พอเลยค่ะหยดน้ำ ชีวิตนี้จะไม่เอาอีกแล้ว

หลังทำเสร็จ 1 วันหลังทำเสร็จ 1 วัน

แผลที่หูหายไวมาก

แผลที่หูหายไวมาก

 

วันที่ 4 ค่า

วันที่ 4 ค่า

12191755_1685544198398785_800928654246045169_n ครบ 1 เดือน

 รีวิว แก้จมูก เชียงใหม่เริ่มเข้าที่แล้วค่า

 

S__19898384

ชีวิตดี๊ดี !!

 

 รีวิว แก้จมูก เชียงใหม่สรุปโดยรวมนะค่า

 

รีวิว แก้จมูก เชียงใหม่

 

12347788_1693349157618289_8766702769426788823_n   ขอบคุณทุกคนที่ติดตามนะค่า

ที่มาเขียนรีวิวนี้ก็ไม่ได้มีอะไรมาก เห็นอ่านมาหลายกระทู้แล้ว กระทู้พลีชีพ กระทู้เปลี่ยนแปลงตัวเอง ถึงเวลาตัวเองพลีชีพบ้าง รีวิว แก้จมูก เชียงใหม่ ฮ่า ก็อยากมาแชร์ประสบการณ์ค่ะ เผื่อเป็นแนวทาง เป็นอุทาหรณ์ให้กับคนที่กำลังมีปัญหา หรือสนใจคิดจะเสริมจมูก ส่วนตัวเบลล์แก้จมูกมาครั้งที่สองละ โชคดีมาเจอคลินิกที่ดีก่อน ไม่งั้นอาจต้องแก้ครั้งที่สามที่สี่ อยากบอกชื่อคลินิกนะแต่ไม่กล้าบอก ก็ฝากขอบคุณทางคลินิกผ่านทางนี้เลยละกันนะค่ะ พี่ๆทุกคนรวมถึงคุณหมอดูแลดีมาก ไม่อยากอวยกันมาก เดี๋ยวจะคิดว่าตั้งใจมาโฆษณาคลินิกซะงั้น ฮ่าๆ ส่วนรูปต่างๆเราต้องขอบคุณพี่ที่คลินิกที่หามาให้ พอบอกว่าจะขอมาทำรีวิว ได้รูปเร็วมากก เดี๋ยวนี้คนนิยมทำจมูกเยอะ บางคนโชคดีเหมือนซื้อหวยถูกทำครั้งเดียวก็สวยเลยไม่ต้องแก้ แต่บางคนแก้แล้วแก้อีกก็ยังไม่ดี อย่างของเบลล์แก้มาสองรอบกว่าจะดี สุดท้ายก็ขอขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่ติดตามมาถึงตรงนี้ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะได้มานั่งเขียนรีวิว ฮ่าๆ ขอให้เพื่อนๆทุกคนโชคดีค่ะ ไว้ครั้งหน้าถ้าเบลล์ไปทำอะไรมาอีกจะมาเขียนรีวิวใหม่นะค่ะ